มองใบไม้ไม่เห็นป่า*

มองใบไม้ไม่เห็นป่า
มองดอกหญ้าไม่เห็นผืนดิน
จะมองให้รู้จักกันจริงๆ
ต้องมองให้ลึกถึงข้างใน

คนเราตัดสินไม่ได้เพียงภายนอก

เพียงแค่กรอบ เพียงหน้ากาก ที่วางไว้
คนเราต้องมองทะลุถึงจิตใจ
จึงบอกได้ว่าคนไหนที่ดีจริง

..

Inspired by: คำพูดที่อาจารย์เกรียงสิน พูดเมื่อวานตอนเรียน “มองใบไม้ไม่เห็นป่า”

* * *

CRM เป็นวิชาที่เรียนสนุกที่สุด ในเทอมนี้.. สนุกแบบว่า ไม่มีเบื่อเลย เนื้อหาตามหนังสือ อาจจะไม่เป๊ะๆ แต่ได้บทเรียนสอกแทรกมากมาย จากการเล่าเรื่องต่างๆ ของอาจารย์

ดร. เกรียงสิน ประสงค์สุกาญจน์ เป็นอาจารย์ที่สอนวิชานี้ให้ เล่าประสบการณ์มากมายให้ฟัง อาจารย์เรียนการตลาด มาจนจบเอก และเรียนเน้นไปทางสาย Customer Psychology (อาจารย์เรียก กลุ่มคนที่เรียนมาทางสายเดียวกันว่า Post-Modernist ในขณะที่อีกสายหนึ่งของ Marketing เรียกตัวเองว่า Modernist)

สมแล้วที่เรียนทางการตลาด และจิตวิทยามา อาจารย์สามารถสอนให้ไม่เบื่อ ยกตัวอย่างที่นักเรียนสนใจ มีลีลาการพูดที่น่าติดตาม และเป็นกันเอง

ชอบจริงๆ วิชานี้ แต่เรียนการตลาดได้ B+ จะเรียนอันนี้รอดไหมเนี่ย เหมือนไม่ค่อยมีแววด้าน Sales and Marketing มาแต่ไหนแต่ไร -*-

อาจารย์เขียนบทความไว้หลายที่ หากสนใจลองอ่าน เข้า Google แล้วพิมพ์ชื่ออาจารย์ลงไป แล้วก็จะเจอเอง (อาจารย์บอกอย่างนี้เสมอ เวลาเรียน)

..

ทำให้แตะมือกับเพื่อนที่นั่งข้างๆ กันเลยว่า

รู้แล้ว ว่า ป. โท ใบต่อไป จะเรียนอะไรดี..

จิตวิทยา นั่นเอง ๕๕๕ (ถ้าเขารับนะ ไม่อย่างนั้น อาจจะไปเริ่มเรียนตั้งแต่ ป. ตรีมันเสียเลย.. ถ้าถึงเวลานั้น ยังอยากเรียนอยู่)

เพราะว่า เป็นสิ่งจำเป็น อ่านใจคนได้ อ่านพฤติกรรมคนได้ เป็นอะไรที่น่าเล่นเหมือนกัน

ป.ล. ใครเคยเรียนจิตวิทยา มีอะไรแนะนำ บอกด้วยเด้อค่ะ

28 thoughts on “มองใบไม้ไม่เห็นป่า*

  1. “มองใบไม้ไม่เห็นป่า” this explain most anti-monarchy teacher from French. 555

    How many degree are you going to get?

  2. จิดวิทยาหรอคุณ ก็ต้องถามว่าแนวไหน แนวให้คำปรึกษาก็แนวนึง แนวให้ยารักษาด้วยก็อีกแนวนึง ว่าแต่กลัว หนู รึเปล่าครับ ถ้ากลัวก็ผ่านไปเลยละกัน หุๆ

    มองใบไม้ไม่เห็นป่า
    เพิ่งมองแต่ส่วนเล็กๆจนลืมมองภาพรวมไป?

    ว่าแต่พอพูดถึงมองเข้าไปถึงข้างใน แล้วรู้สึกจั๊กกะจี้ยังไงชอบกล

  3. มองใบไม้ ไม่เห็นป่า
    มองท้องฟ้า ไม่เห็นลม
    มองพื้นน้ำ ไม่เห็นปูลม
    มองผู้คน ไม่เห็นจิตใจ…

    สงสัยอาจารย์ท่านคงสอนให้…มองสิ่งใด มองให้ลึกถึงสิ่งที่ถ่องแท้…

    ปล.ผมอัพแล้วนะ อัพแม้กระทั่ง about me!

  4. CRM บอกว่า

    “ก่อนหน้านั้นเราเดินเข้าไป
    เห็นนกใน ถอนขนนก”

    ถ้าไม่มีคนแล้ว ทุกอย่างก็ไม่สำคัญ

  5. มองใบไม้ไม่เห็นป่า
    เพิ่งมองแต่ส่วนเล็กๆจนลืมมองภาพรวมไป?
    — SP

    ^
    ^
    ใช่ๆ

  6. ชอบค่ะ กลอนที่ว่ามา
    จริงๆงานที่ทำก็ต้องเกี่ยวกับผู้คน
    ต้องเดาใจคน รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร
    การมองให้ผ่านกรอบที่เขาสร้างไว้ มันไม่ง่าย
    บางครั้งเราลดกรอบเราลง แต่เขาไม่ลดก็อาจเสี่ยง
    แต่บางครั้งก็ไม่

    อย่างไรก็ตาม เรื่องจิตวิทยาที่โยงกับการตลาดนี่
    รู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆ

  7. บางครั้งอยากอ่านใจคนอื่นออกเหมือนกัน
    แต่บางครั้ง แม้แต่ตัวเราเองยังไม่รู้ใจตัวเองเลยอะคะ – -*

  8. I think that it depends on your view.

    If you want to see forest; you have to walk afar enough for that.

    Sometimes, it’s not important that you can see forest or not.

    Just keep in mind that where you are, then you will not lose.

  9. เพราะดีค่ะ..น่าฟัง
    ..
    มองใบไม้ไม่เห็นป่า
    ..
    มองไปมองมา
    ..
    เลย..เห็นไม้ป่าเดียวกัน
    ..
    (อ่านกัน ขำ ขำ)

  10. เจอมุขคุณไก่ขาวแล้วอึ้ง ที่แท้ทุกวันนี้มีเรนไว้แค่บังหน้านี่เอง หุๆ

  11. จิตวิทยาเหรอครับ เคยเรียนมา มีอยู่สองจิต

    จิตแรกเป็นจิตวิทยาการสอน อันนี้เรียนแล้วได้ใช้เยอะ อันที่สองเป็นจิตวิทยาทั่วไป อันหลังนี้เรียนแล้วไม่รู้ว่ามันทำให้ ปวดแกนกระโหลกมากขึ้นรึเปล่า

    ถ้าจะต่อโทคงไม่นึกถึงวิชานี้เลยละขอรับ

  12. อืมมมม

    มองไม่เห็นผืนดิน เพียงเพราะมีพืชปกคลุม…

    แสดงว่า ผินดินนั้นอุดมสมบูรณ์จริง ๆ

    (นอกเรื่อง)

    เรื่องวิชาที่คุณมุกเรียนนี่ผมไม่สันทัดเลย ขนาดวันนี้เงินเดือนออก ยังคำนวณผิด– ดีใจว่า เงินมาจากไหนตั้ง 500

    สุดท้าย– บวกลบผิด

    กร่อยเลย

    สวัสดีครับ

  13. อ่ะ แจมด้วยๆ ไหนๆ ก็หลงเข้ามาแล้ว

    จิตวิทยาหรือครับ

    ผมเคยเรียนเหมือนกัน แต่จะเรียกว่าไม่เคยเรียนก็ได้

    ไม่ใช่เล่นสำนวนนะครับ แต่เป็นความจริง

    ขอท้าวความหลังนิด
    ความรู้ทางโลกของผมมีน้อยมาก (หากหมายถึงระดับชั้นที่เคยเรียน หรือหมายถึงใบอะไรบางๆ สักอย่าง ที่มีชื่อของคุณ แล้วหมายความว่าคนๆ นั้นมีความรู้สูง) แต่ผมเคยบวชเณร-พระ อยู่หลายปี เคยเคี่ยวกรำตัวเองต่อการทำสมาธิ เจริญสติ

    สำหรับผมแล้วนั่นคือวิชาจิตวิทยาโดยตรง

    เพราะวิทยาแปลว่าความรู้
    จิตวิทยาน่าจะแปลว่า “ความรู้เท่าทันจิต”

    ครูบาอาจารย์หรือพระกรรมฐานที่รู้จริง ท่านมองดูลูกศิษย์แค่การเดิน การนั่ง ดื่ม กิน การเคลื่อนไหวของร่างกาย ท่านก็รู้แล้วว่าคนๆ นี้มีจิตใจอย่างไร

    เพราะกายเป็นเครื่องมือของจิต
    คำพูด และการกระทำทั้งหลาย คือหน้ากากของจิตที่หลบซ่อนอยู่หลังฉากภายใน หากใครที่เคยฝึกสติจนกระชากหน้ากากแห่งมายา หรืออวิชาของตนออกมาแล้ว แม้คนอื่นจะแสดงละครตบตาเขายังไงก็ไม่ได้ เพราะมายาแห่งจิตถึงจะมีร้อยเล่ห์พันเหลื่ม แต่มันมีรากอยู่แค่สามเหง้า คือ โลภ โกรธ หลง ซึ่งก็มีเหมือนกันหมดทุกคนนั่นแหละ

    นี่เป็นจิตวิทยาเชิงพุทธ หรือจะเรียกว่าจิตวิทยาแท้ก็เห็นจะไม่ผิดนัก

    ทีนี้ ชาวตะวันตกเขาทำอะไรทำจริง วิเคราะห์วิจัยอะไรเป็นขั้นเป็นตอน

    อีตา ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งวิชาจิตวิเคราะห์ แก่เฝ้าดูพฤติกรรมของคน แล้วบันทึกไว้อย่างละเอียดยิบว่า สาเหตุที่ทำให้คนเรามีพฤติกรรมแตกต่างกันไปมากมาย เพราะมีอะไรอยู่เบื้องหลังการแสดงออกแบบนั้นๆ

    ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวิชาจิตวิทยา

    หากจะจับเอาสโคปกว้างๆ ก็คงจะพอได้ แต่หากจะลงรายละเอียดจริงๆ แล้ว ไม่มีทางหรอกครับ เพราะคนๆ หนึ่ง กว่าจะเติบใหญ่มานั้น มีพื้นฐานความเป็นเด็ก ผ่านสภาพแวดล้อม มีประสบการณ์ มีความรู้ที่แตกต่างกันไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนคือส่วนประกอบ ที่ทำให้เกิดความคิด ความอ่าน และการกระทำของคนเราที่แตกต่างกัน

    การเรียนจิตวิทยาแบบฟรอยด์ จะได้แต่ภาคทฤษฎี ได้ความรู้แบบเป็นเสี่ยงๆ ที่แกไปตามฉกเอามาจากจิตคนโน้น ใจคนนี้ ซึ่งจะว่าไปมันไม่ใช่จิตวิทยาที่เป็นความรู้จริงๆ ของเราเอง

    อย่าลืมนะครับว่า บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ผู้นี้ ตายไปขณะที่มีปัญหาชีวิตยุ่งเหยิงพิลึก มีโจทก์มีศัตรูมากมาย เอาเข้าจริง อีตาซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้นี้ กลับวิเคราะห์จิตของตัวเองไม่ออก สู้ซุนวูยังไม่ได้ เพราะซุนวูเน้นให้รู้เขา รู้เรา แต่อีตานี่แกจะไปรู้เขาตะพึด

    สำหรับผมแล้ว จิตวิทยาแบบตะวันตกมันไม่จบ เอาแค่ประโยคเด็ดของฟรอยด์ ที่ว่า

    “ความรักและความชัง ล้วนเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของชีวิต” นี้มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่าแกไม่รู้จริง

    พระพุทธองค์ทรงชี้แนะอย่างเรียบๆ ว่า

    “ความรักและความชัง ล้วนเป็นเชื้อร้ายที่จะทำให้ดวงจิตระทมทุกข์”

    อืมมม เอาสิ คุณ…..(อะไรละเนี่ย) ลองตรองดูลึกๆ ในจิตของตัวเองเถิด

    .
    .

    จิตวิทยาการตลาด?

    ปั๊ดธิโธ่ ปั๊ดธิธัง

    ไม่ต้องไปเรียกโมเดอร์น โมด้อน อะไรหรอก
    เชยแหลกไปตั้งนานแล้ว

    พระพุทธองค์บอกว่า “ตัณหาหรือว่าความทะยานอยากของคนถมไม่เต็ม”

    มหาตมะ คานธี ดัดแปลงหน่อยๆ เพื่อให้เป็นคำพูดของตนว่า “โลกนี้มีทรัพยากรณ์มากพอสำหรับทุกคน แต่ไม่พอสำหรับคนโลภคนเดียว”

    แค่รู้ว่าคนเรามันอยากได้ไม่รู้จบเท่านี้ จับความต้องการของกลุ่มลูกค้าให้ได้ แล้วสร้างสิ่งต้องประสงค์มาล่อ โหมโฆษณาให้ดูเทห์ ดูอินเทรนด์เข้าไว้ เหมือนที่สตีฟ จอบส์ ผลิตไอพอตรุ่นใหม่ๆ ออกมาขายอยู่เสมอ (ขาดดีเสียด้วยซี) ขึ้คร้านคนจะแห่กันไปซื้อทั้งบ้านทั้งเมือง

    หรืออีกกรณีหนึ่งที่น่าศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการตลาดยุคปัจจุบันนี้คือ “จตุคามฯ”

    คนกำลังเบื่อจากพระเครื่องที่ล้าสมัย เซ็งกำเศรษฐกิจที่โงหัวไม่ขึ้น ชอบนโยบายประชานิยมแบบลด แลก แจก แถม แต่ตอนนี้มีเหตุให้ต้องสะดุดไป พอท่านพ่อจตุคามฯ แผลงฤทธิ์ออกมาประโยคเดียวด้วยคำว่า “มึงมีกูไว้ไม่จน” เท่านั้น คนไทยตาโตทั้งประเทศ

    นี่ไงจิตวิทยาการตลาดตัวจริงเลยละครับคุณ…..

    ทฤษฎีการตลาดแบบนี้เรียนเอาได้ครับ แต่หากจะลงมือทำจริงๆ แล้ว แง่มุมที่ละเอียดอ่อนทางจิตของคนเรามันมีมาก และเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอด้วย คนไทยขี้เบื่อง่ายครับ เดี๋ยวอีกหน่อยก็เบื่ออันนี้ แต่ใช่ว่าจะสร้างสินค้าเหมือนเดิมแต่แบบใหม่แล้วจะขายได้ เพราะต้องดูบริบทของสังคม เศรษฐกิจเป็นส่วนประกอบด้วย

    เฮ้ยยยย วิ่งตามกิเลสความต้องการของคน เหนื่อยครับ!

  14. โอ้.. ค่ำๆ สวัสดิ์ค่ะ “ท่านผู้อาวุโส” ทั้ง ๓ ข้างบน ที่เข้ามาเขียนต่อๆ กันเลย

    @ท่านสส. แบบว่า มันมีแยก จิตวิทยาทางโลก และจิตวิทยาทางธรรมไหมเข้าคะ?

    อืม หรือคิดได้อีกแง่หนึ่งว่า ผู้คนอื่นๆ ได้แนวความคิดมากจาก พระพุทธองค์ ค่ะ?

    ถือเสียว่า เป็นการนำเอามาประยุกต์ ให้เข้ากับโลกที่ยังมีกิเลส

    .. แม่น ค่ะ วิ่งตามกิเลส เหนื่อยค่ะ .. แต่คิดอีกทาง เราจะได้รู้ว่า กิเลสเราวิ่งไปทางไหน และ คนอื่นๆ โดยเฉพาะนักการตลาด วิ่งตามกิเลสของเราอย่างไร (ไม่ได้เรียนการตลาดโดยตรงหรอกค่ะ)

    @ท่านอานันท์.. ยินดีต้อนรับ การกลับมา ว่าง แวะเวียน วังวน เหวยเหวยอีกครั้ง ของท่านอานันท์ด้วยค่ะ (ว่าแต่ ทำไมท่านดินยังไม่มาหว่า)

    @ท่านดาบ.. ไม่คิดว่าท่านอาวุโสจะแวะมา ยินดี ยิ่งนัก

  15. Dear host blogger;
    ..
    Thanks for your wise advices;
    actually, I’ve already using tags but in Simplephpblog it is in the name of Category.
    ..
    By far; I open other blog for long term reference.

    For link; ahh I cannot understand clearly for your kindly advices.

    So if you please to give me clearly on what ideas you want to say, it must be my fortunate.

  16. จิตวิทยาไม่มีทางโลกหรือทางธรรมหรอกครับ
    เพราะจิตวิทยาไม่ว่าจะมองทางไหน เหลี่ยมไหน ล้วนคือ “กิริยาของจิต”

    คนเรามาแยกกันเองต่างหากว่า นั่นเป็นโลก นี่เป็นธรรม
    ทั้งที่จริงแล้วมันก็เป็นเรื่องของคนที่มีกาย ใจ เหมือนเดิม

    จิต คือ ผู้รู้

    หากไปรู้วีถีความคิดเดิมๆ ในอดีตที่มันเคยเป็นมา หรือจะเป็นไปในอนาคต นั่นคือจิตวิทยาทางโลก

    หากรู้อยู่ที่จิตขณะปัจจุบัน มีสติจับจ้องความคิดและการกระทำของตนเองอยู่ทุกเมื่อ นั่นคือจิตวิทยาทางธรรม

    เห็นไหมครับ ต่างกันนิดเดียว รู้ออกไปข้างนอก หรือรู้เข้ามาข้างในเท่านั้นเอง

    ตำราจิตวิทยาที่เรียนๆ กันอยู่ คือไปเรียนรู้ความคิดของคนอื่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ศึกษาเพื่อจะรู้ว่าหากในอนาคตมีเรื่องแบบนี้อีก เราจะได้เข้าใจ และแก้ไขได้

    จิตวิทยาการตลาด สำหรับผมแล้วน่าจะหมายถึง เรียนรู้ความต้องการของผู้คนในอดีต ว่าแต่ก่อนผู้คนมีความคิด มีความต้องการอย่างนี้ แล้วมีสินค้าแบบนี้ออกมาตอบสนองความต้องการนั้น (ดีมานด์ แอนด์ ซับพลาย นั่นแหละครับ) เพื่อจะได้คิดวางแผนผลิตสินค้าออกมาขายดักคอคนในภายภาคหน้า

    หากท่านพี่มุกจะเรียกจิต หรือว่าความคิดที่หมุนวนอยู่กับอดีต หรือเลื่อนเปื้อนไปในอนาคตแบบนี้ ว่าเป็นจิตวิทยาทางโลก ผมก็เห็นดีด้วย

    ส่วนจิตวิทยาทางธรรมนั้น ง่ายมาก คือ ไม่ปล่อยความคิดให้ไหลลอยเลื่อนเปื้อนไปในอดีตหรืออนาคต มีสติตามดูความเคลื่อนไหวของกาย ความรู้สึกนึกคิดของใจขณะปัจจุบัน เพียงเท่านี้ก็เป็นจิตวิทยาทางธรรม

    หากฝึกจิตวิทยาทางธรรมแล้วจะทำอะไรกิน? ไม่ให้คิดให้นึก ให้สโลว์โมชั่นดูกายตัวเองอยู่ตลอดเลยหรือ? (อ้าว ไม่ได้ถามเหรอครับ ไม่เป็นไรผมถามเอง ตอบเองก็ได้)

    แรกเริ่มต้องปลีกเวลาฝึกอย่างนี้ไปเสียก่อน แต่พอสติดีขึ้น จะสามารถควบคุมความคิด และการกระทำของตัวเองได้ ตามแต่พลังสติที่ได้สะสมมา

    คุณมุกเคยสังเกตตัวเองไหมครับว่า บางทีไม่อยากคิดถึงเรื่องบางเรื่องหรอก แต่หักใจไม่คิดไม่ได้ หรือบางที ทำอะไรสักอย่างอยู่ แต่ใจมันเลื่อนลอยไปอยู่กับอีกเรื่องหนึ่งเฉยเลย นั่นคือไม่มีจิตวิทยาหรือว่าวิชาตามดูจิตของตัวเองแล้วครับ

    แต่หากฝึกสติอยู่เสมอ จิตของเราจะมีพลังในตัวเอง ซึ่งเราสามารถเอาพลังตัวนี้ไปทำอะไรก็ได้ เอาไปตัดอารมณ์โกรธ เกลียด เศร้าโศกเสียใจ (ต่อการจากไปของเจ้าไมเคิล และพี่ท่านดิน) หรือเอาไปใช้ประกอบอาชีพการงาน ศึกษาเล่าเรียน มันก็จะมีกระบวนการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่สับสนวุ่นวาย หรือเลื่อนลอยเหมือนเดิม

    เคยเห็นคนเศร้าโศกเพราะญาติเสีย หรืออกหักไหมครับ แม้ใครจะมาบอกให้ทำใจ หากพลังสติไม่พอละก้อ อย่าหวัง ดีไม่ดี เป็นบ้าเอาเลย…บอกไม่เชื่อ

    อย่างนี้จะเรียกว่าจิตวิทยาทางธรรมก็ได้ แต่จะพูดว่าจิตวิทยาทางโลกก็ได้อีก เพราะเอาเข้าจริงมันก็ไอ้จิตตัวเดิมของเรานี่แหละ

    .

    อีตา ซิกมันด์ ฟรอยด์ จะอ่านพระไตรปิฎกหรือเปล่าผมไม่ทราบ เพราะเรื่องจิตนี้ มันก็สามารคิดค้นกันได้หมดทุกคนนั่นแหละ แต่หากเป็นความรู้ที่ถูกต้อง แน่นอน มีที่จบที่สิ้นแล้ว ต้องยกให้หลักอริยสัจของพระพุทธเจ้าจริงๆ

    ถ้าให้ผมเดา ผมคิดว่าแกเคยอ่านแหง๋ม เพราะอีตา ไอน์สไตน์เพื่อนเลิฟของแกที่เป็นชาวยิวด้วยกัน และมีโอกาสพบปะไปมาหาสู่กันหลายครั้นนึ้น ตาหมอนี่แกศึกษาพระพุทธศาสนาไม่น้อย จนถึงกับบอกว่า

    “ศาสนาที่จะเป็นศาสนาสากลได้นั้น ต้องเข้ากับหลักวิทยาศาสตร์ คือ มีเหตุผล ไม่บังคับให้เชื่อแบบงมงาย แต่เป็นกระบวนความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้กับชีวิตขณะปัจจุบัน ไม่ใช่ชีวิตหลังความตายแต่อย่างเดียว ซึ่งพระพุทธศาสนาให้คำตอบเหล่านี้ได้”

    มีคำพูดของอีตาฟรอยด์ถึงไอน์สไตน์ประโยคหนึ่งว่า

    “เขา (ไอน์สไตน์) เป็นคนที่คุยสนุก เราคุยกันแบบถูกคอและสนุกยิ่งนัก เขามีความรู้เรื่องจิตวิเคราะห์ พอๆ กับข้าที่รู้เรื่องฟิสิกส์”

    ผมเดาเอาว่า ป๋าไอน์สไตน์น่าจะแนะนำให้แกศึกษาพระพุทธศาสนาบ้างแหละน่า

    ไปละครับ

  17. หวา…

    ผมไม่สันทัดเรื่องจิตวิทยาเลยขอรับ
    ขอผ่านไปสนทนาในเรื่องหน้าแล้วกันขอรับ

    สวัสดี

  18. Dear host blogger; Thank for your great comments.

    BTW; I just feel that the term “Dear host blogger” is too clumsy.

    May I called you k มุก as other call.

    TIA (thank in advanced)

  19. สวัสดีวันจันทร์ขอรับ

    ขออนุญาติความมาตอบไว้ในที่นี้เลยนะขอรับว่า…

    จริงขอรับ
    ยกตัวอย่างง่ายๆ วันนึงกระผม พ่อ และแม่ เรานั่งกันอยู่ในรถระหว่างติดไปแดง มีชายชราจูงมือหญิงชราเดินกระย่องกระแย่งข้ามถนนผ่านหน้ารถของเราไป

    แม่ผมบอกว่า ทำไมลูกหลานถึงไม่ดูแลปล่อยให้ตายายมาเดินกลางท้องถนนมันอันตราย

    แต่ผมกลับบอกแม่ว่า มันน่ารักดีออก คนแก่สองคนรักกันจนแก่เฒ่าแถมดูแลกันและกัน น่ารักดีออก

    แหะๆ สรุปว่าจริงขอรับ

    สวัสดี

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s