ประกันสังคม มาตรา 33 กรณีชราภาพ*

หาที่จดที่จะกลับมาอ่านง่ายๆ อ่านจากหลายที่ โทรถามประกันสังคม (SSO) มาละ

หาข้อมูลไปมาก็หงุดหงิด อารมณ์โดนบังคับจ่ายเบี้ยประกันที่บอกว่าเป็นเงินออมด้วย แต่สุดท้ายตุกติกว่าต้องโน่นนั่นนี่ ไม่อย่างนั้นไม่ได้เต็มจำนวนตามที่แจ้งไว้ตอนสมัคร แล้วอันนี้บังคับสมัครด้วยไง

สรุปคร่าวๆ

ก่อนอื่น.. ชราภาพ คือ อายุครบ 55 ปีนะ

กรณีบำนาญ

ถ้าสมทบเข้าส่วนชราภาพ (เพิ่งเริ่มให้สมทบส่วนนี้เมื่อปี 2541 หรือ 2542 นี่ล่ะ) ครบ 180 เดือน (ซึ่งคือ 15 ปี) นับตามจำนวนเดือนที่มีการสมทบเข้าไป (เข้าใจว่าถ้ามีเว้นแหว่งเดือนไหน ก็ไม่นับเดือนนั้น) SSO จะคืนเงินให้รายเดือนเรียกว่า “บำนาญ” โดยให้อัตราบำนาญ 20% ของเงินได้ต่อเดือนเฉลี่ยจากเงินได้ 60 เดือนสุดท้าย (แต่ไม่เกิน 15,000 บาท) ให้ไปจนตาย อยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน (หากสมทบมาเกิน 180 เดือนไปอีก จะได้อัตราบำนาญเพิ่ม 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่สมทบเพิ่ม)

แต่ถ้ากลับเข้าไปประกันตนเองตามมาตรา 39 (ภายในเวลา 6 เดือนหลังออกจากมาตรา 33) SSO จะหยุดให้บำนาญ เพราะถือว่ามีการสมทบสะสมต่อ แล้วจะไปได้บำนาญอีกทีตอนไปขอชราภาพอีกในภายหน้า ซึ่งมีผลต่ออัตราฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณบำนาญอย่างมาก ฐานเงินได้ล่าสุดจะโดนปรับลงมาเรื่อยๆ เหลือสูงสุดแค่ 4,800 บาท (จากที่ถ้าขอรับบำนาญตามมาตรา 33 คือ 15,000 บาท) แล้วใช้หลักว่าให้อัตราบำนาญ 20% ของ 4,800 บาท!!! อยู่ที่ 960 บาทต่อเดือน

หน้านี้มีคนเข้ามาตอบแล้วคำนวณเอาไว้

  1. ส่งเงินสมทบ จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย = 15,000 x 60 / 60 = 15,000 บาท
  2. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 12 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 48 + 4,800 x 12) / 60 = 12,960 บาท
  3. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 24 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 36 + 4,800 x 24) / 60 = 10,920 บาท
  4. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 60 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 0   + 4,800 x 60) / 60 =  4,800 บาท

คือ SSO ก็จะมองว่าเงินได้แต่ละเดือนของเราเมื่อเข้ามาตรา 39 คือ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน พอผ่านไปแต่ละปีๆ จนปีที่ 5 เงินได้ต่อเดือนเฉลี่ย 60 เดือนล่าสุดก็เลยเหลือ 4,800 บาท

ทั้งนี้หากสมทบมาเกินกว่า 180 เดือน เราจะได้อัตราบำนาญเพิ่ม 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่มีการสมทบเกินจาก 180 เดือน ใช้กับทั้งส่วนมาตรา 33 และ มาตรา 39 กรณีชราภาพ เช่น สมทบมา 193 เดือน จะได้ 20% (จากส่วน 180 เดือน) + 1.5% (จากส่วน 12 เดือน ส่วนที่เกินไป 1 เดือนไม่ครบ 12 เดือนจึงไม่นับ) และไม่มีคิดเป็นอัตราส่วนให้ รวม 21.5% ของเงินได้ต่อเดือนเฉลี่ย

ตามสูตร 

ส่วนกรณีนี้ “กรณีผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 5 ปี ทายาทผู้มีสิทธิ จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน” ดูน้อยๆ ไปไหม ทำไมไม่คืนเงินสะสมหักส่วนบำนาญที่จ่ายไปแล้วทั้งก้อน? (อืม.. ก็เหมือนมีส่วนได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่รับบำนาญมา)

เงินสะสม (สมทบนายจ้างลูกจ้าง) ยาวนานสิบยี่สิบปีเป็นหลักแสน สุดท้ายหากเข้ามาตรา 39 ต่อไปเรื่อยๆ พอครบ 60 เดือน (หลังจากสมทบมาเกิน 180 เดือนอะนะ) แล้วค่อยมาออกแล้วขอเงินชราภาพ จะได้เหลือเดือนละ 960 บาท ซึ่งได้ต้องได้รับเป็นหลักสิบปีถึงจะได้คืนครบแสนเท่ากับเงินที่สมทบเอาไว้เชียวนะ!! คือนานไปไหม.. 

ทั้งนี้ หากไม่มีประกันสุขภาพที่ไหน อายุเกินเกณฑ์ประกันสุขภาพ หรือมองว่าอายุปูนนี้แล้ว ไปทำประกันสุขภาพตอนนี้ค่าเบี้ยก็คงแพง (อาจจะ 3-4 หมื่นได้ไหม?) ก็ยอมเข้ามาตรา 39 จ่ายเดือนละ 432 บาทเพื่อผลประโยชน์ทางสุขภาพต่างๆ แล้วไม่ต้องไปหวังเงินบำนาญอะไรมากมาย ก็นับว่าไม่แย่นัก (จริงๆ อารมณ์เหมือนโดนยึดเงิน หรือเหมือนโดนบังคับจ่ายเบี้ยประกัน แล้วเชิญใช้สิทธิ์รักษาสุขภาพให้เต็มที่)

คือแทนที่ได้จะได้เงินบำนาญคืนปีละ 36,000 [(15,000 x 20%) x 12] เราก็เลือกจ่ายปีละ 5,184 (432 x 12 เดือน) เพื่อให้ได้ใช้สิทธิ์สุขภาพต่างๆ รวมสิทธิ์บำนาญที่เสียไปกับเงินสมทบมาตรา 39 ก็ตกปีละ 41,184 บาท ถือเสียว่าเป็นค่าประกันสุขภาพ ซื้อประกันความเสี่ยงเหมือนกัน (อันนี้ปลอบใจตัวเองมากๆ เลยนะ) แต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่อาจคาดเดา อาจจะไปเจอเคสผ่าตัดราคาหลายแสน ก็คิดเสียว่าจ่ายค่าประกัน แถมอันนี้ไม่มีจำกัดอายุ หรือตัดสิทธิ์เมื่ออายุเกินเกณฑ์ด้วย

แต่ถ้าใครมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว (ไม่รู้มีตัดสิทธิ์เมื่อถึงอายุหนึ่งๆ หรือเปล่านะ ไม่เคยทำ) ไม่ได้ใช้ประกันสังคมแน่ๆ พออายุครบ 55 ก็ออกมาเลย (ต้องแจ้งขอสิทธิ์รับเงินชราภาพภายใน 2 ปีนะ ไม่งั้นโดนตัดสิทธิ์ แต่ถ้าอายุ 55 ยังทำงานแล้วบริษัทสมทบให้อยู่ก็ยังไม่ต้องขอรับสิทธิ์ รอจนออกจากงานก่อน) รับเงินบำนาญสัก 5 ปี [(3,000 x 12 เดือน) x 5 ปี] ก็น่าจะมากกว่าเงินสะสมแล้ว (อันนี้คือสิ่งที่ SSO เองพยายามจะบอกว่า ในระยะยาว เงินบำนาญได้เยอะกว่าการรับบำเหน็จไปก้อนเดียว ซึ่งอันนี้จริงนะ หากไม่ได้เดือดร้อนใช้เงินหรือจะรีบตายไปก่อน ก็รอรับรายเดือนไปเรื่อยๆ เอามาจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้) แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดีด้วย ไม่อย่างนั้นเงินบำนาญไม่พอจ่ายค่ารักษาพยาบาลแน่นอน

กรณีบำเหน็จ

ถ้าสมทบเข้าส่วนชราภาพไม่ครบ 180 เดือน แต่มากกว่า 12 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จจากส่วนที่ลูกจ้างและนายจ้างสมทบ พร้อมผลประโยชน์ (ซึ่งจะเท่าไรยังไงก็แล้วแต่ SSO คำนวณออกมาหรือแล้วแต่มีประกาศต่างๆ) ถ้าสมทบน้อยกว่า 12 เดือน ก็จะได้แต่ส่วนที่ลูกจ้างสมทบ ไม่ได้ส่วนนายจ้าง (แล้ว SSO เอาไปไหน?)

ในกรณีนี้ เมื่อได้เงินบำเหน็จแล้ว หากยังไม่เกิน 6 เดือนหลังออกจากมาตรา 33 สามารถกลับไปสมัครมาตรา 39 ได้ (ไม่แน่ใจเรื่องอายุ หน้าเว็บ SSO ไม่ได้บอก) โดยไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จ แล้วก็ใช้สิทธิ์ต่อเนื่องได้เลย ดีอะอันนี้

มันเลยอารมณ์เหมือนว่า เงินก้อนก็ได้ (คือสมทบเข้าไปแล้วได้เงินสะสมคืนออกมา จะเอาเงินก้อนไปทำอะไรก็ได้) สิทธิ์รักษาพยาบาลก็ยังอยู่แล้วมีเงินสะสมก้อนน้อยๆ ด้วย เพียงจ่ายเงินเดือนละ 432 บาท (คำนวณจาก ฐานเงินเดือนเท่ากันทุกคนที่ 4,800 บาท คูณกับอัตราเงินสมทบ 9%) หลายคนก็อยากได้เงินก้อนมากกว่า ดูเยอะ ดูมีใช้ไปหลายเดือน

..

.

จริงๆ ไม่น่าบังคับว่าต้องรับเป็นบำนาญในกรณีสมทบเกิน 180 เดือน.. น่าจะให้เลือกได้ หรืออย่างน้อยก็คือ หากเลือกประกันมาตรา 39 ต่อหลังสมทบมาตรา 33 ครบ 180 เดือน แทนที่จะให้รับเป็นบำนาญ ก็คืนเป็นบำเหน็จไปเลย แล้วก็เริ่มนับสมทบใหม่ตามมาตรา 39 ทำไมให้เลือกไม่ได้นะ

ดูเงินสมทบตัวเอง.. ยังไม่ถึง 180 เดือน อยากจะอายุ 55 มันเสียตอนนี้เลย จะรับบำเหน็จชราภาพแล้วสมัครมาตรา 39 =___+

 

References:

Standard

ผ่านมาผ่านไป*

บ่นๆ นะ ไม่ได้เขียนบล็อกนานเลย นานมากๆ คิดว่าจดเรื่องนี้ไว้สักหน่อยก็ดี

เมื่อวานระหว่างทางกลับบ้าน อยู่ๆ แม่ก็พูดชื่อแฟนเก่าฉันซึ่งฉันไม่ได้นึกถึงนานละ เลิกคบในสถานะนั้นมากว่าสิบปี ส่วนตอนนี้เลิกคุยไปเลย ลบเบอร์ ลบทุกสิ่ง (นิสัย!) ประหนึ่งไม่รู้จักกัน ให้เป็นคนที่เคยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ล่าสุดที่เจอกันคงสองสามปีก่อน พบปะแบบเพื่อนกัน คุ้นเคย คุยสบาย เหมือนเพื่อนที่รู้จักกันแต่เด็ก ยังคุยกันเลยว่าอืมๆ คุยได้สนิทใจดี คือรู้จักกันมานาน ไม่ค่อยได้เจอ แต่คุยทีไรก็ต่อติดตลอด ยังให้คำปรึกษาเรื่องงานเรื่องแฟนฮีอยู่เลย แต่สงสัยฉันจะดูคุ้นเคยไป ฮีเลยนอยด์คิดว่าฉันอยากจะคืนดีมั้ง (หลงตัวเองไปปะ) เบี้ยวนัดดูคอนเสิร์ตมึนๆ นับจากวันนั้นเลิกคุยไปเลย เสียใจเล็กๆ เพราะจะหาคนที่คุยได้สนิทใจไม่ใช่หาง่ายๆ แต่เหมือนว่าจะมีแต่ฉันที่คิดอย่างนี้ ชิลล์อยู่คนเดียว

พอเมื่อวานแม่พูดถึง (ฮีเป็นคนรู้จักเอาใจผู้ใหญ่ ช่างไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ) ฉันเลยนึกว่า ถ้าย้อนเวลาไปเมื่อสองสามปีก่อนนั้น ฉันจะยังให้ความสนิทสนมคุ้นเคยนับเป็นเพื่อนสนิทอย่างนั้นไหม หรือตอนนั้นไม่ควรจะคุยเพลิดเพลิน ปล่อยให้คนๆ นี้ผ่านมาผ่านไป.. ก็ยังสองจิตสองใจ

วันนี้มองกลับไปก็ไม่เสียใจอะไร แค่เสียดายมิตรภาพ แต่ถามว่าจะกลับมาคุยเป็นเพื่อนที่สนิทเหมือนครั้งก่อนได้ไหม คงไม่ได้ ความรู้สึกที่มองคนๆ นี้ไม่เหมือนเดิม ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาอาจจะเลือนลาง แต่เส้นกั้นแบ่งระยะความคุ้นเคยมันห่างออกไปมาก ห่างแบบไม่น่าจะมองเห็นกันได้อีก

นึกๆ ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่คนๆ นี้ที่ผ่านมาอยู่ในเส้นความทรงจำช่วงหนึ่งแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ซึ่งฉันก็มองกลับไปแบบความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนมองเรื่องราวของคนอื่น

ลืม

ป.ล. แปลกดี เป็นการเขียนเล่าแบบเหมือนตัวเองกำลังมองจากข้างนอกเข้าไปในเหตุการณ์ เห็นเป็นภาพๆ ฉากๆ จับเรียง พิมพ์ลงไป ไม่เสียใจ ไม่โมโห รู้สึกว่าเป็นจุดหนึ่งของช่วงชีวิตของความคิดที่อยากจดเอาไว้ แก่แล้วสินะ มองย้อนกลับไปในอดีต ฮา

Standard

Nepal Day Twenty-One: Kathmandu, the Farewell Day*

THURSDAY 5 DECEMBER 2013
DAY TWENTY-ONE (NGI CHU CHICK)

  • Got up late =____=
  • Mama came in to wake us up and bought some milk and donuts (similar to our Pathongkoh).
  • Had a shower. Glad it was sunny. The water was a bit cold but compared to the coldness in the mountains, it was nothing.
  • Pasang cooked dahl bhat for brunch.
  • The bro sent us to the airport.
  • We arrived Bangkok, Thailand safely ;)

Deboche – Nameche – Lukla – Kathmandu

Standard

Nepal Day Nineteen and Twenty: Lukla to Kathmandu*

TUESDAY 3 DECEMBER 2013
DAY NINETEEN (CHU GU)

  • First flight, but the 3rd plane from Lukla to Kathmandu.
  • Sky was clear. Delay was little.
  • Arrived the house. PaSang’s mama made milk tea for us right away. Very nice ^^ Later Pasang made dahl baht with the fresh veg his sister gave and he carried down from Lukla. I also went to see what the cousin sister cooked.
  • Went to Thamel to return the sleeping bags and shopping. Things are a bit more expensive at the supermarket in Thamel compared to the local minimart. For example, I paid Rs365 for the peanut butter in Thamel and the local minimart sells it at Rs345.
  • Back to have momo near home made by another cousin family. The chilli paste here was so good I kept eating the whole bowl although all momo had gone.
  • Dinner at home.

WEDNESDAY 4 DECEMBER 2013
DAY TWENTY (NGI CHU)

  • Got up early to go buy fresh milk and more veggie. The girls ate lots of veg.
  • Tried Sherpa dress  The one in the pics was too short for me. It belonged to mama.
  • Went to exchange money back in Thamel and chilled at Himalayan Java Cafe, nice coffee shop. A walnut brownie and biscotti cost only Rs105 and Rs25 respectively! That’s about THB38 and THB8. They were nice. The blended mocha I had was nice too. Not too sweet.
  • Had Thai dinner at Yin Yang restaurant with the whole family. Pasang, mama, Pasang’s cousin sister, Angela (the sister’s daughter), the sister’s son, and two more nieces (I forgot their names but remember their faces). Had red wine.
  • The family went home. The teenagers (HAHAA) Sai, Bee, Pasang and I went to the Fire Club beneath the Raggae Club, just not far from Yin Yang Restaurant. They played Hindi songs -___- Don’t understand. Danced anyway. Didn’t drink more. Stayed until 1AM when more adults came in and smoked a lot.

Day 19 and 20: Lukla to Kathmandu

Standard

Nepal Day Eighteen: Namche to Lukla*

Day 18: Namche to Lukla

MONDAY 2 DECEMBER 2013
DAY EIGHTTEEN (CHU GEY)

  • Namche to Lukla wasn’t difficult, 6-hours walk
  • Stopped at Monjo to see Nisha (Nima) Sherpa at Yeti Mountain Home. She actually moved to work at Lukla branch but she was in Monjo that day because she took some kids to Khumjung for camping.
  • Stopped at the Phakding lodge for lunch. The girl wasn’t in, only her mother.
  • Met a Chinese group. One of them was a Tibetan who recommend Altitude Bar at Lukla was interesting. We didn’t go though.
  • Met an American family–David (father), Adam and Andrew–we had met along the way. The sons used to stay in Chiangmai for 2 years. The father seemed to like Phuket very much. The father recognised us and checked to confirm by asking what we did in Thailand. We gave the same answers we had on the trek. Right away, he was certain it was us who sang the Namaste song to them back then. HAHAHAA. We were playing MONOPOLY Millionaire Deal Card Game together after. The game was fun. We played the game till after 10PM.
  • PaSang said good night, but I found out in the morning he and his cousins/ friends went to the Altitude Bar we told him that the Tibetan guy mentioned.
  • The next morning while waiting for leaving Mera Lodge for a flight back down to Kathmandu, I saw a meteor among lots of stars in the sky!

 

Standard

Nepal Day Seventeen: Deboche to Namche*

Day 17: Deboche to Namche

SUNDAY 1 DECEMBER 2013
DAY SEVENTEEN (CHU DIN)

  • Meant to visit Tengboche once we reached Deboche, but we didn’t have much time and were too lazy (better live with hot shower and in nice room).
  • Headed from Deboche back to Namche and passed Tengboche to visit the big monastery in the area.
  • The monastery was big, much bigger than those we’d seen along the way. We arrived just a bit before the monks prayed in the morning, so we sat in for almost an hour. Some monks played music instruments, moved hands and fingers while praying, and drank milk tea. Their gowns were cool! Someone went to make merit.
  • Someone flew in with a helicopter.
  • Walking back was easy. Up a bit. Down and flat most of the time.
  • Reached Namche in 6-7 hours.
  • First thing we did was visiting Dati and then eating Momo with milk tea at the same shop!
  • Told Pemba about Renjo La and he said the route we came from was actually the easy one. The other way round was tougher. Aww.. We would go with cramp-ons next time!
  • Not so crowded in Namche this time. Luckily we came after the marathon group.

Standard

Nepal Day Sixteen: Pheriche to Deboche*

SATURDAY 30 NOVEMBER 2013
DAY SIXTEEN (CHU THUK)

  • Deboche was a village before Tengboche, a bit deep down in a forest-like area (many trees) and we passed a valley.
  • Pasang got us to walk through a local trail which was difficult for us, but both Nima and Sonya also used that trail. We also saw a local walk there naturally. We needed PaSang‘s hands and helps to carefully bring us across.
  • Stayed at Himalaya Culture Home and 20yo Laxman was the only staff looking after the lodge! Attached bathroom. Hot shower. Nice bed. Nice blankets. Warm. Very new. $15/ room/ night.
  • Tibetan bread here wasn’t crispy. Laxman put in a pot with a lid after deep-frying (not sure why). Fried eggs were good.
  • Pasang had 2 big cans of beer and 2 small ones! Drunk!
  • Laxman seemed to understand English but preferred not to speak much and wasn’t confident to speak in English.

Day 16: Pheriche to Deboche

Standard