[GIF] Prince of Wolf – Kiss on the Cheek*

Standard

[GIF] Prince of Wolf – Nudge and Hold*

Standard

สารคดี “พระเจ้าแผ่นดิน”*

สารคดี “พระเจ้าแผ่นดิน” 9 ตอน โดยผู้ผลิต บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์

ภาณุภณ เอี่ยมอุดม

ชื่อเรื่อง พระเจ้าแผ่นดิน
ผู้ผลิต บริษัท พาโนราม่าเวิลด์ไวด์
บทสารคดี/ข้อมูล, ปัณฑา สิริกุล ; บรรยาย, วิชัย อุดมพงศ์ลักขณา ; [ดำเนินรายการ], นิรุตต์ ศิริจรรยา.
ผู้แต่งนิติบุคคล บริษัท พาโนราม่า เวิลด์ไวด์.
พิมพลักษณ์ กรุงเทพฯ : บริษัทฯ, 2549.

— ตอน 1 เพราะรักของราษฎร
— ตอน 2 ทฤษฎีใหม่
— ตอน 3 พลังแผ่นดิน
— ตอน 4 พิสุทธบารมีกับวัฏจักรของแผ่นดิน
— ตอน 5 เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา
— ตอน 6 น้ำจากฟ้า
— ตอน 7 พระบิดาแห่งนวัตกรรม
— ตอน 8 ความรู้คู่คุณธรรม
— ตอน 9 พอเพียงเพื่อเพียงพอ.

หมายเหตุ : สารคดีเฉลิมพระเกียรติ และรวบรวมความเป็นไปของบ้านเมือง 60 ปีผ่านความคิด ความทรงจำ ประสบการณ์ของบุคคลผู้ทำงานใกล้ชิดเบื้องยุคลบาทมากที่สุด.

ผู้แต่งร่วม ปัณฑา สิริกุล. วิชัย อุดมพงศ์ลักขณา. นิรุตต์ ศิริจรรยา.

Standard

ไปรษณียบัตรถึงสมเด็จย่า*

Standard

สรรเสริญพระบารมี from Mongolian*

Standard

บทเพลงพระราชนิพนธ์*

Download the original pieces at Office of the Royal Development Projects Board

เห็นเว็บของเกษตรศาตสร์มีด้วย กดเข้าไปจะโหลดเพลง (*.mid) แล้วมีเนื้อเพลง

ในเว็บ wiki ก็มีให้ฟังเวลากดเข้าไปแต่ละเพลง

เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

เพลงพระราชนิพนธ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชปรีชาญาณในเรื่องของดนตรี ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเพลงตั้งแต่ยังทรงเป็นสมเด็จพระอนุชาธิราช รวมบทเพลงพระราชนิพนธ์ทั้งสิ้น 48 เพลง เพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนอง และคำร้องภาษาอังกฤษด้วยพระองค์เอง มี 5 เพลง คือ “Echo“, “Still on My Mind“, “Old-Fashioned Melody“, “No Moon” และ “Dream Island” นอกจากนี้ มีเพลงที่ทรงพระราชนิพนธ์ทำนองขึ้นภายหลังใส่ในคำร้องที่มีผู้ประพันธ์ไว้แล้ว คือ ความฝันอันสูงสุด เราสู้ และ รัก

ผู้ที่โปรดเกล้าฯ ให้แต่งคำร้องประกอบเพลงพระราชนิพนธ์มีหลายท่าน ได้แก่ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์, ศาสตราจารย์ ท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร, ท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา, นายจำนงราชกิจ (จรัล บุณยรัตพันธุ์), ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ล.ประพันธ์สนิทวงศ์ และท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เป็นต้น

ในยุคแรก หลังจากที่เพลงพระราชนิพนธ์มีทำนองและคำร้องสมบูรณ์แล้ว จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ครูเอื้อ สุนทรสนาน นำไปบรรเลงในวงดนตรีกรมโฆษณาการหรือวงสุนทราภรณ์ เพื่อให้แพร่หลายทั่วไป ปรากฏว่าหลายเพลงกลายเป็นเพลงยอดนิยมทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ

ในระยะหลังพระองค์มีพระราชกรณียกิจมากมาย ทำให้พระองค์ทรงไม่มีเวลาที่จะทรงพระราชนิพนธ์เพลงใหม่ๆออกมา เพลงสุดท้ายที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ออกมาคือเพลง “เมนูไข่” เป็นเพลงแนวสนุกสนาน เนื้อร้องโดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเป็นของขวัญวันพระราชสมภพครบ 72 พรรษาแด่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ. 2538

  1. แสงเทียน (Candlelight Blues)

  2. ยามเย็น (Love at Sundown)

  3. สายฝน (Falling Rain)

  4. ใกล้รุ่ง (Near Dawn)

  5. ชะตาชีวิต (H.M. Blues)

  6. ดวงใจกับความรัก (Never Mind the Hungry Men’s Blues)

  7. มาร์ชราชวัลลภ (Royal Guards March)

  8. อาทิตย์อับแสง (Blue Day)

  9. เทวาพาคู่ฝัน (Dream of Love Dream of You)

  10. คำหวาน (Sweet Words)

  11. มหาจุฬาลงกรณ์ (Maha Chulalongkorn)

  12. แก้วตาขวัญใจ (Lovelight in My Heart)

  13. พรปีใหม่

  14. รักคืนเรือน (Love Over Again)

  15. ยามค่ำ (Twilight)

  16. ยิ้มสู้ (Smiles)

  17. มาร์ชธงไชยเฉลิมพล (The Colours March)

  18. เมื่อโสมส่อง (I Never Dream)

  19. ลมหนาว (Love in Spring)

  20. ศุกร์สัญลักษณ์ (Friday Night Rag)

  21. Oh I say

  22. Can’t You Ever See

  23. Lay Kram Goes Dixie

  24. ค่ำแล้ว (Lullaby)

  25. สายลม (I Think of You)

  26. ไกลกังวล (When), เกิดเป็นไทยตายเพื่อไทย

  27. แสงเดือน (Magic Beams)

  28. ฝัน (Somewhere Somehow), เพลินภูพิงค์

  29. มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March)

  30. ภิรมย์รัก (A Love Story)

  31. Nature Waltz

  32. The Hunter

  33. Kinari Waltz

  34. แผ่นดินของเรา (Alexandra)

  35. พระมหามงคล

  36. ยูงทอง

  37. ในดวงใจนิรันดร์ (Still on My Mind)

  38. เตือนใจ (Old-Fashioned Melody)

  39. ไร้เดือน (No Moon), ไร้จันทร์

  40. เกาะในฝัน (Dream Island)

  41. แว่ว (Echo)

  42. เกษตรศาสตร์

  43. ความฝันอันสูงสุด (The Impossible Dream)

  44. เราสู้

  45. เรา-เหล่าราบ ๒๑ (We-Infantry Regiment 21)

  46. Blues for Uthit

  47. รัก

  48. เมนูไข่

Standard

The Royal Family of Thailand (1961)*

Le roi de Thaïlande en famille (1961)

Bhumibol Adulyadej connaît bien la Suisse où il a vécu de l’âge de 5 à 23 ans. En 1960, le monarque, son épouse Sirikit et leurs quatre enfants font un séjour de plus de six mois dans le canton de Vaud d’où ils ont effectué une tournée des capitales européennes. La famille loge alors dans la Villa du Flonzaley à Puidoux-Chexbres.

The Royal Family of Thailand (1961)

[Translated by Google: Bhumibol Adulyadej knows Switzerland, where he lived from the age of 5-23 years. In 1960 the monarch, Sirikit his wife and their four children are staying for more than six months in the canton of Vaud where they conducted a tour of European capitals. The family then lodge in the Villa of Flonzaley to Puidoux-Chexbres.]

Source: Les archives de la RTS

ELLE Thailand แปลสรุปไว้ให้ดังนี้

จากวีดีโอคลิป Le Roi de Thailande en Famille (1961) ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชประทานสัมภาษณ์แก่สื่อต่างชาติเป็นภาษาฝรั่งเศสช่วงปี 1960 ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จประพาสยุโรป ได้สร้างความประทับใจในพระอัจฉริยภาพของพระองค์แก่ผู้ได้ชม และเชื่อว่าพี่น้องชาวไทยอยากทราบถึงเนื้อความ จึงได้สรุปเนื้อความเรื่องราวอันน่าชื่นใจมาแบ่งปันกัน เพราะยิ่งฟังยิ่งสำนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ท่านทรงตั้งมั่นในธรรมและนึกถึงประชาชนของพระองค์เสมอ

จากคำบรรยายใต้คลิป ทราบว่านี่คือรายการที่อัดขึ้นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จเยือนประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 1960 พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และพระโอรสพระธิดา 4 พระองค์ โดยทรงรู้จักประเทศนี้เป็นอย่างดีด้วยเคยทรงประทับและเล่าเรียนในช่วงพระชนมายุ 5-23 ชันษา ในครั้งนี้พระองค์มาประทับอยู่ราว 6 เดือนเพื่อเสด็จเยี่ยมเยือนเมืองหลวงต่างๆในยุโรป และประทับที่วิลล่า Flonzaley ในเขต Puidoux- Chexbres

รายการเปิดฉากมาด้วยทิวทัศน์เมืองหนาว ผู้บรรยายเล่าว่าเราคงเคยได้ยินชื่อเมืองกรุงเทพ ซึ่งเป็นเมืองหลวงหนึ่งในเอเชียใต้กันมาบ้าง โอกาสนี้ในหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งติดทะเลสาปเจนีวาในเขต Lavauxของสวิตเซอร์แลนด์ เราจะได้มาเข้าเฝ้ากษัตริย์ของประเทศไทย พระองค์เป็นกษัตริย์หนุ่ม วัย 33 ที่มีพระจริยวัตรงงดงาม ดำเนินชีวิตเรียบง่าย สมถะ ทรงเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี และเมื่ออยู่ในไทย พระองค์จะประทับที่วังปฎิบัติราชกรณียกิจต่างๆ ทรงเป็นห่วงใยและดูแลทุกข์สุขของราษฏร รวมถึงดูแลครอบครัวของพระองค์ ซึ่งตอนนี้มีพระราชินีและพระโอรสพระธิดาทั้ง 4 องค์

เมื่อเปิดภาพมาห้องรับรองและเริ่มสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ประทานโอกาสนี้ กล่าวชื่นชมความน่ารักสดใสของพระองค์หญิงทั้งสอง และขอให้ในหลวงและพระราชินีช่วยแนะนำชื่อ และอายุของทั้งสองพระองค์ พระราชินีได้ตรัสแนะนำองค์เล็กใกล้ท่านก่อน ว่าองค์นี้ 3 ขวบครึ่ง และนามว่า จุฬาภรณ์ อาจจะออกเสียงยากหน่อยจากนั้นแนะนำองค์ถัดไปองค์นี้ 5 ขวบครึ่ง และนามว่า สิรินธร ผู้สัมภาษณ์ถามถึงอุปนิสัย ทรงตอบว่าองค์เล็กจะค่อนข้างหวานเป็นผู้หญิงกว่า ส่วนองค์โตจะร่าเริง ซุกซน แอคทีฟกว่า โดยเราสังเกตได้ว่าสองพระองค์ทรงไม่เขินอายกล้อง มีการหยอกล้อ และขับร้องเพลงตลอดการสัมภาษณ์

ต่อมาผู้สัมภาษณ์เริ่มถามถึงการเยือน 14 ประเทศในยุโรป การมาพักที่สวิตเซอร์แลนด์ที่ในหลวงเคยประทับอยู่สมัยเยาว์พระชันษาและมีความผูกพัน และจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมเยือนครั้งนี้ ในหลวงทรงตอบว่าทรงรู้จักเมืองและผู้คนที่นี่อย่างดี  และจุดประสงค์การมาเยือนนั้นไม่ได้มาเพื่อค้นพบหรือดูศึกษาจากสถาบันต่างๆ แต่มาด้วยปรารถนาดี ไมตรีจิต และสัมพันธภาพส่วนพระองค์

ช่วงต่อมาผู้สัมภาษณ์เริ่มถามถึงเรื่องการทรงงาน เช่น ในหนึ่งวันของกษัตริย์เป็นอย่างไร ทรงตอบอย่างมีอารมณ์ขันเล็กน้อยว่าเราก็ตื่นนอนน่ะสิจากนั้นทรงขยายความว่าถ้าจะให้พูดเจาะจงถึงหนึ่งวันปกติก็ค่อนข้างยากเพราะแต่ละวันมีงานต่างกันไป การทำงานนั้นสามารถร่วมปรึกษาหารือกับนายกและรัฐมนตรีได้ แต่ท่านไม่ได้เข้าในสภา ส่วนเรื่องสาธารณสุขก็เป็นเรื่องสำคัญเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน เป็นเรื่องที่ทรงใส่ใจเสมอ โดยเฉพาะในท้องถิ่นต่างจังหวัด ส่วนศาสนาเป็นใจหลักหนึ่งของประเทศ เป็นธรรมเนียมประเพณี เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คน และเป็นวิถีการใช้ชีวิต

ต่อมาเริ่มถามถึงชีวิตส่วนพระองค์ เช่น งานอดิเรกที่ทรงโปรด ทรงตอบว่าดนตรีและกีฬา ด้านกีฬาอย่างแบดมินตัน ว่ายน้ำ สกีน้ำ และทรงเล่าถึงกีฬาในแบบของคนไทย เช่น การเล่นแข่งว่าว และเตะตะกร้อ รวมถึงอุปนิสัยของชาวไทยที่สนุก ยิ้มง่าย แต่ก็ขยันขันทำงานเช่นกัน

ในส่วนของดนตรีพระองค์เล่าว่า ทรงเริ่มเล่นแซกโซโฟนตอนอายุ 15 และแรงบันดาลใจให้ทรงเริ่มหัดแต่งเพลงเองนั้นเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ ที่เห็นพระญาติองค์หนึ่งแต่เพลงได้ทั้งที่มิรู้โน้ตเพลงสักตัว จึงเริ่มสนใจและอยากลองบ้าง โดยเพลงแรกที่ทรงแต่งขึ้น ไม่ได้นำมาเผยแพร่เพราะรู้สึกยังไม่เพราะเท่าใด เมื่อแต่งเพลงที่สอง ทรงแต่งทำนอง และให้พระญาติแต่งเนื้อร้องคือ Love at Sundown หรือยามเย็นที่ประทานให้ใช้ในงานการกุศล ผู้สัมภาษณ์ถามต่อว่า ทรงได้แรงบันดาลใจจากไหน เวลาแต่งต้องเป็นกลางวันหรือกลางคืน พระองค์ท่านทรงตอบว่า ไม่ได้มีช่วงเวลาไหนเฉพาะที่จะมานั่งเล่นนั่งแต่ง อาศัยยามว่างพักผ่อน เพราะงานของกษัตริย์รัดตัว เป็นงาน 24 ชั่วโมง

ผู้สัมภาษณ์ถามต่อว่า ทรงพูดถึงหน้าที่ของกษัตริย์เหมือนเป็นอาชีพหนึ่ง ในหลวงทรงตอบว่า ใช่เป็นเหมือนอาชีพ แต่เป็นอาชีพพิเศษสักหน่อย เพราะไม่ได้มีการเรียนการสอนสำหรับการมาเป็นกษัตริย์โดยเฉพาะ พูดโดยรวมคือ ต้องมีความเชี่ยวชาญ เรียนรู้ทุกเรื่อง มีพื้นฐานบ้างเพื่อที่จะเข้าใจปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ทีนี้ผู้สัมภาษณ์จึงถามต่อถึงแนวทางการเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาของพระองค์ว่าทรงเตรียมเด็กๆ สำหรับหน้าที่ในอนาคตอย่างไรในหลวงทรงตอบว่ายากเช่นกันเพราะขณะเดียวกันทรงปรารถนาให้ลูกมีทั้งชีวิตของเด็กปกติที่ได้วิ่งเล่นสนุกสนานไปโรงเรียนแต่ก็ยากเพราะไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนเด็กปกตินอกเหนือจากนั้นชีวิตแบบเจ้าหญิงเจ้าชายก็ไม่ได้มีความสุขเหมือนนิทานจริงๆ แล้วลูกเรายังเป็นคนปุถุชนที่ทำผิดพลาดได้

จากนั้นภาพตัดไปที่พระองค์หญิงพระองค์ชายที่กำลังร่ำเรียนเขียนอ่านกันอย่างตั้งพระทัย และช่างเป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกกลัวกล้องเลย และตอนท้ายกล้องจับภาพไปที่เจ้าฟ้าชาย

ตัดกลับมาผู้สัมภาษณ์ถามว่า ในหลวงทรงคิดว่าเจ้าฟ้าชายจะทรงทราบถึงความรับผิดชอบของพระองค์ที่จะเติบโตไปเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินหรือยัง ในหลวงทรงตอบว่าความรับผิดชอบคือ การรู้ผิดชอบชั่วดีด้วยองค์เอง ต่างจากประชาชนที่มีกฏหมายเป็นแนว หากทำผิดก็โดนจับ แต่สำหรับกษัตริย์เราอยู่เหนือ เราสอนลูกเราเสมอว่าเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินต้องรู้ผิดชอบชั่วดีได้ด้วยองค์เอง

ภาพตัดมาที่ทิวทัศน์เมืองริมทะเลสาปอีกครั้งและทีมงานขออวยพรให้กษัตริย์ของประเทศไทยและครอบครัวเสด็จกลับประเทศอย่างราบรื่นปลอดภัยในวันรุ่งขึ้นกลับสู่ดินแดนซึ่งชื่อมีความหมายว่าอิสระเสรี

Standard