Pokémon Go แม่ก็เล่นได้.. เพลินๆ*

ปกติก็ไม่ได้เล่นเกมแนวนี้นะ (เด็กๆ เล่นแต่ Tetris ๕๕๕๕๕) แต่เห็นฮิตจังเลย ลองลงมาสนองความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัวหน่อยสิ

ลงมาแล้วก็จับๆ หมุนๆ เก็บของ อืมๆ ไม่ยากนิ ตัวโปเกมอนก็น่ารักดี นอกนั้นต้องเล่นอะไรอย่างไรอีก ยังไม่เข้าใจ ๕๕๕๕๕๕๕๕ (ป่านนี้ยังไม่ได้เข้าไปฝึกฝีมือใน gym เลย ได้แต่เข้าไปเลือกทีมสีแดง (หรือ Team Valor) ตามเพื่อน เลือกแล้วก็มึนๆ เลือกทีมทำไม(วะ)นะ?)

ข้ามไปก่อน ไม่รีบ.. เก็บโปเกมอนต่อดีกว่า

พอแม่เห็น แม่ก็ดูสนใจ ทำอะไร อันนี้อะไร หมุนๆ ทำไม วันก่อนเลยให้ลองเล่นให้เสียเลย ฉันก็ขับรถไป แม่ก็คอยเก็บของ จับโปเกมอน แม่ก็เพลินๆ นะ

ทั้งนี้.. แค่จะบอกว่า ด้วยความที่เกม Pokémon Go นี่เล่นไม่ยาก (ในเบื้องต้น) ทำให้เหมือนมีกิจกรรมที่ “ฉันเล่นได้ แม่เล่นด้วย ช่วยๆ กัน” อะไรเทือกนี้ แม่ก็จะรู้สึกมีส่วนร่วมเล่นอะไรเพลินๆ กับลูก ไม่อย่างนั้น จะอารมณ์แบบ ไม่รู้อิลูกนี่จ้องจอทำอะไรตลอดๆ ไม่เห็นสอนแม่เล่นบ้างเลยไรงี้ แอบน้อยใจอยู่ลึกๆ ว่าถึงแม่จะแก่แต่ไม่โง่นะ ตอนนี้แม่อินเทรนด์ ฮาาาาาา

เล่นแค่พอเพลินๆ ไม่ได้ถึงกับไปตามหาทุกหนแห่ง แม้จะเห็นซากุระ (Lure Module) มากมายรายล้อมก็ตาม เก็บๆ จับๆ เอาตามที่ที่จะเดินผ่านอยู่แล้ว ไปๆ มาๆ คิดว่าแม่จะเก็บได้เยอะกว่าอีก เพราะระหว่างทางขับรถกลับบ้านมีตลอด ตอนนี้เลยเหมือนมีแม่เป็น teammate ใน sub-team อีกที :p

เมื่อเช้าเก็บ Items จนกระเป๋าเต็มเลย (ทำไงต่อวะฮึ)

ป.ล. แม่เพิ่งเริ่มใช้ tablet ไม่นาน (จากที่แต่ก่อนใช้โทรศัพท์ปุ่มกดธรรมดา เอาไว้รับสาย-โทรออกเท่านั้น) เริ่มใช้ LINE ก่อน แล้วก็ถ่ายรูป ส่งรูป แล้วเริ่มดู YouTube (จริงๆ สมัครกับเคยลง Facebook ให้ แต่เพราะฉันเองก็ไม่ค่อยใช้ เลยเอาออกจากเครื่องแม่ไปด้วย ไม่สอนละ ดราม่าในเฟซมันเยอะ ฮา) คือให้เริ่มทำความรู้จักกับอุปกรณ์อย่างช้าๆ ค่อยเป็นค่อยเป็นตามการใช้งานจริง สอนรัวๆ ทีเดียวแล้วเกิดอาการงง จำไม่ได้ (เพราะไม่ค่อยได้ใช้) แล้วก็หงุดหงิด (ได้แต่พร่ำบอกแม่ว่า เพิ่งมาเริ่มใช้อุปกรณ์พวกนี้หลังอายุ ๗๐ ได้เท่านี้ก็เก่งแล้ว ใจเย็นๆ)

เก็บทวีตไว้เป็นที่ระลึก อิอิ

<3

ประกันสังคม มาตรา 33 กรณีชราภาพ*

หาที่จดที่จะกลับมาอ่านง่ายๆ อ่านจากหลายที่ โทรถามประกันสังคม (SSO) มาละ

หาข้อมูลไปมาก็หงุดหงิด อารมณ์โดนบังคับจ่ายเบี้ยประกันที่บอกว่าเป็นเงินออมด้วย แต่สุดท้ายตุกติกว่าต้องโน่นนั่นนี่ ไม่อย่างนั้นไม่ได้เต็มจำนวนตามที่แจ้งไว้ตอนสมัคร แล้วอันนี้บังคับสมัครด้วยไง

สรุปคร่าวๆ

ก่อนอื่น.. ชราภาพ คือ อายุครบ 55 ปีนะ

กรณีบำนาญ

ถ้าสมทบเข้าส่วนชราภาพ (เพิ่งเริ่มให้สมทบส่วนนี้เมื่อปี 2541 หรือ 2542 นี่ล่ะ) ครบ 180 เดือน (ซึ่งคือ 15 ปี) นับตามจำนวนเดือนที่มีการสมทบเข้าไป (เข้าใจว่าถ้ามีเว้นแหว่งเดือนไหน ก็ไม่นับเดือนนั้น) SSO จะคืนเงินให้รายเดือนเรียกว่า “บำนาญ” โดยให้อัตราบำนาญ 20% ของเงินได้ต่อเดือนเฉลี่ยจากเงินได้ 60 เดือนสุดท้าย (แต่ไม่เกิน 15,000 บาท) ให้ไปจนตาย อยู่ที่ 3,000 บาทต่อเดือน (หากสมทบมาเกิน 180 เดือนไปอีก จะได้อัตราบำนาญเพิ่ม 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่สมทบเพิ่ม)

แต่ถ้ากลับเข้าไปประกันตนเองตามมาตรา 39 (ภายในเวลา 6 เดือนหลังออกจากมาตรา 33) SSO จะหยุดให้บำนาญ เพราะถือว่ามีการสมทบสะสมต่อ แล้วจะไปได้บำนาญอีกทีตอนไปขอชราภาพอีกในภายหน้า ซึ่งมีผลต่ออัตราฐานเงินเดือนที่ใช้คำนวณบำนาญอย่างมาก ฐานเงินได้ล่าสุดจะโดนปรับลงมาเรื่อยๆ เหลือสูงสุดแค่ 4,800 บาท (จากที่ถ้าขอรับบำนาญตามมาตรา 33 คือ 15,000 บาท) แล้วใช้หลักว่าให้อัตราบำนาญ 20% ของ 4,800 บาท!!! อยู่ที่ 960 บาทต่อเดือน

หน้านี้มีคนเข้ามาตอบแล้วคำนวณเอาไว้

  1. ส่งเงินสมทบ จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท เฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย = 15,000 x 60 / 60 = 15,000 บาท
  2. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 12 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 48 + 4,800 x 12) / 60 = 12,960 บาท
  3. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 24 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 36 + 4,800 x 24) / 60 = 10,920 บาท
  4. หลังจากลาออกจากงานแล้ว ทำ ม.39 ส่งเงินสมทบ 60 เดือน ดังนั้นฐานเงินเดือน = (15,000 x 0   + 4,800 x 60) / 60 =  4,800 บาท

คือ SSO ก็จะมองว่าเงินได้แต่ละเดือนของเราเมื่อเข้ามาตรา 39 คือ 4,800 บาทเท่ากันทุกคน พอผ่านไปแต่ละปีๆ จนปีที่ 5 เงินได้ต่อเดือนเฉลี่ย 60 เดือนล่าสุดก็เลยเหลือ 4,800 บาท

ทั้งนี้หากสมทบมาเกินกว่า 180 เดือน เราจะได้อัตราบำนาญเพิ่ม 1.5% ทุกๆ 12 เดือนที่มีการสมทบเกินจาก 180 เดือน ใช้กับทั้งส่วนมาตรา 33 และ มาตรา 39 กรณีชราภาพ เช่น สมทบมา 193 เดือน จะได้ 20% (จากส่วน 180 เดือน) + 1.5% (จากส่วน 12 เดือน ส่วนที่เกินไป 1 เดือนไม่ครบ 12 เดือนจึงไม่นับ) และไม่มีคิดเป็นอัตราส่วนให้ รวม 21.5% ของเงินได้ต่อเดือนเฉลี่ย

ตามสูตร 

ส่วนกรณีนี้ “กรณีผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 5 ปี ทายาทผู้มีสิทธิ จะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจำนวน 10 เท่าของเงินบำนาญรายเดือน” ดูน้อยๆ ไปไหม ทำไมไม่คืนเงินสะสมหักส่วนบำนาญที่จ่ายไปแล้วทั้งก้อน? (อืม.. ก็เหมือนมีส่วนได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่ ขึ้นอยู่กับจำนวนปีที่รับบำนาญมา)

เงินสะสม (สมทบนายจ้างลูกจ้าง) ยาวนานสิบยี่สิบปีเป็นหลักแสน สุดท้ายหากเข้ามาตรา 39 ต่อไปเรื่อยๆ พอครบ 60 เดือน (หลังจากสมทบมาเกิน 180 เดือนอะนะ) แล้วค่อยมาออกแล้วขอเงินชราภาพ จะได้เหลือเดือนละ 960 บาท ซึ่งได้ต้องได้รับเป็นหลักสิบปีถึงจะได้คืนครบแสนเท่ากับเงินที่สมทบเอาไว้เชียวนะ!! คือนานไปไหม.. 

ทั้งนี้ หากไม่มีประกันสุขภาพที่ไหน อายุเกินเกณฑ์ประกันสุขภาพ หรือมองว่าอายุปูนนี้แล้ว ไปทำประกันสุขภาพตอนนี้ค่าเบี้ยก็คงแพง (อาจจะ 3-4 หมื่นได้ไหม?) ก็ยอมเข้ามาตรา 39 จ่ายเดือนละ 432 บาทเพื่อผลประโยชน์ทางสุขภาพต่างๆ แล้วไม่ต้องไปหวังเงินบำนาญอะไรมากมาย ก็นับว่าไม่แย่นัก (จริงๆ อารมณ์เหมือนโดนยึดเงิน หรือเหมือนโดนบังคับจ่ายเบี้ยประกัน แล้วเชิญใช้สิทธิ์รักษาสุขภาพให้เต็มที่)

คือแทนที่ได้จะได้เงินบำนาญคืนปีละ 36,000 [(15,000 x 20%) x 12] เราก็เลือกจ่ายปีละ 5,184 (432 x 12 เดือน) เพื่อให้ได้ใช้สิทธิ์สุขภาพต่างๆ รวมสิทธิ์บำนาญที่เสียไปกับเงินสมทบมาตรา 39 ก็ตกปีละ 41,184 บาท ถือเสียว่าเป็นค่าประกันสุขภาพ ซื้อประกันความเสี่ยงเหมือนกัน (อันนี้ปลอบใจตัวเองมากๆ เลยนะ) แต่ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่อาจคาดเดา อาจจะไปเจอเคสผ่าตัดราคาหลายแสน ก็คิดเสียว่าจ่ายค่าประกัน แถมอันนี้ไม่มีจำกัดอายุ หรือตัดสิทธิ์เมื่ออายุเกินเกณฑ์ด้วย

แต่ถ้าใครมีประกันสุขภาพอยู่แล้ว (ไม่รู้มีตัดสิทธิ์เมื่อถึงอายุหนึ่งๆ หรือเปล่านะ ไม่เคยทำ) ไม่ได้ใช้ประกันสังคมแน่ๆ พออายุครบ 55 ก็ออกมาเลย (ต้องแจ้งขอสิทธิ์รับเงินชราภาพภายใน 2 ปีนะ ไม่งั้นโดนตัดสิทธิ์ แต่ถ้าอายุ 55 ยังทำงานแล้วบริษัทสมทบให้อยู่ก็ยังไม่ต้องขอรับสิทธิ์ รอจนออกจากงานก่อน) รับเงินบำนาญสัก 5 ปี [(3,000 x 12 เดือน) x 5 ปี] ก็น่าจะมากกว่าเงินสะสมแล้ว (อันนี้คือสิ่งที่ SSO เองพยายามจะบอกว่า ในระยะยาว เงินบำนาญได้เยอะกว่าการรับบำเหน็จไปก้อนเดียว ซึ่งอันนี้จริงนะ หากไม่ได้เดือดร้อนใช้เงินหรือจะรีบตายไปก่อน ก็รอรับรายเดือนไปเรื่อยๆ เอามาจ่ายค่าน้ำค่าไฟได้) แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดีด้วย ไม่อย่างนั้นเงินบำนาญไม่พอจ่ายค่ารักษาพยาบาลแน่นอน

กรณีบำเหน็จ

ถ้าสมทบเข้าส่วนชราภาพไม่ครบ 180 เดือน แต่มากกว่า 12 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จจากส่วนที่ลูกจ้างและนายจ้างสมทบ พร้อมผลประโยชน์ (ซึ่งจะเท่าไรยังไงก็แล้วแต่ SSO คำนวณออกมาหรือแล้วแต่มีประกาศต่างๆ) ถ้าสมทบน้อยกว่า 12 เดือน ก็จะได้แต่ส่วนที่ลูกจ้างสมทบ ไม่ได้ส่วนนายจ้าง (แล้ว SSO เอาไปไหน?)

ในกรณีนี้ เมื่อได้เงินบำเหน็จแล้ว หากยังไม่เกิน 6 เดือนหลังออกจากมาตรา 33 สามารถกลับไปสมัครมาตรา 39 ได้ (ไม่แน่ใจเรื่องอายุ หน้าเว็บ SSO ไม่ได้บอก) โดยไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จ แล้วก็ใช้สิทธิ์ต่อเนื่องได้เลย ดีอะอันนี้

มันเลยอารมณ์เหมือนว่า เงินก้อนก็ได้ (คือสมทบเข้าไปแล้วได้เงินสะสมคืนออกมา จะเอาเงินก้อนไปทำอะไรก็ได้) สิทธิ์รักษาพยาบาลก็ยังอยู่แล้วมีเงินสะสมก้อนน้อยๆ ด้วย เพียงจ่ายเงินเดือนละ 432 บาท (คำนวณจาก ฐานเงินเดือนเท่ากันทุกคนที่ 4,800 บาท คูณกับอัตราเงินสมทบ 9%) หลายคนก็อยากได้เงินก้อนมากกว่า ดูเยอะ ดูมีใช้ไปหลายเดือน

..

.

จริงๆ ไม่น่าบังคับว่าต้องรับเป็นบำนาญในกรณีสมทบเกิน 180 เดือน.. น่าจะให้เลือกได้ หรืออย่างน้อยก็คือ หากเลือกประกันมาตรา 39 ต่อหลังสมทบมาตรา 33 ครบ 180 เดือน แทนที่จะให้รับเป็นบำนาญ ก็คืนเป็นบำเหน็จไปเลย แล้วก็เริ่มนับสมทบใหม่ตามมาตรา 39 ทำไมให้เลือกไม่ได้นะ

ดูเงินสมทบตัวเอง.. ยังไม่ถึง 180 เดือน อยากจะอายุ 55 มันเสียตอนนี้เลย จะรับบำเหน็จชราภาพแล้วสมัครมาตรา 39 =___+

 

References:

ผ่านมาผ่านไป*

บ่นๆ นะ ไม่ได้เขียนบล็อกนานเลย นานมากๆ คิดว่าจดเรื่องนี้ไว้สักหน่อยก็ดี

เมื่อวานระหว่างทางกลับบ้าน อยู่ๆ แม่ก็พูดชื่อแฟนเก่าฉันซึ่งฉันไม่ได้นึกถึงนานละ เลิกคบในสถานะนั้นมากว่าสิบปี ส่วนตอนนี้เลิกคุยไปเลย ลบเบอร์ ลบทุกสิ่ง (นิสัย!) ประหนึ่งไม่รู้จักกัน ให้เป็นคนที่เคยผ่านมาแล้วก็ผ่านไป

ล่าสุดที่เจอกันคงสองสามปีก่อน พบปะแบบเพื่อนกัน คุ้นเคย คุยสบาย เหมือนเพื่อนที่รู้จักกันแต่เด็ก ยังคุยกันเลยว่าอืมๆ คุยได้สนิทใจดี คือรู้จักกันมานาน ไม่ค่อยได้เจอ แต่คุยทีไรก็ต่อติดตลอด ยังให้คำปรึกษาเรื่องงานเรื่องแฟนฮีอยู่เลย แต่สงสัยฉันจะดูคุ้นเคยไป ฮีเลยนอยด์คิดว่าฉันอยากจะคืนดีมั้ง (หลงตัวเองไปปะ) เบี้ยวนัดดูคอนเสิร์ตมึนๆ นับจากวันนั้นเลิกคุยไปเลย เสียใจเล็กๆ เพราะจะหาคนที่คุยได้สนิทใจไม่ใช่หาง่ายๆ แต่เหมือนว่าจะมีแต่ฉันที่คิดอย่างนี้ ชิลล์อยู่คนเดียว

พอเมื่อวานแม่พูดถึง (ฮีเป็นคนรู้จักเอาใจผู้ใหญ่ ช่างไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ) ฉันเลยนึกว่า ถ้าย้อนเวลาไปเมื่อสองสามปีก่อนนั้น ฉันจะยังให้ความสนิทสนมคุ้นเคยนับเป็นเพื่อนสนิทอย่างนั้นไหม หรือตอนนั้นไม่ควรจะคุยเพลิดเพลิน ปล่อยให้คนๆ นี้ผ่านมาผ่านไป.. ก็ยังสองจิตสองใจ

วันนี้มองกลับไปก็ไม่เสียใจอะไร แค่เสียดายมิตรภาพ แต่ถามว่าจะกลับมาคุยเป็นเพื่อนที่สนิทเหมือนครั้งก่อนได้ไหม คงไม่ได้ ความรู้สึกที่มองคนๆ นี้ไม่เหมือนเดิม ภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมาอาจจะเลือนลาง แต่เส้นกั้นแบ่งระยะความคุ้นเคยมันห่างออกไปมาก ห่างแบบไม่น่าจะมองเห็นกันได้อีก

นึกๆ ไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้วไม่ใช่เพียงแค่คนๆ นี้ที่ผ่านมาอยู่ในเส้นความทรงจำช่วงหนึ่งแล้วก็หยุดอยู่ตรงนั้น ซึ่งฉันก็มองกลับไปแบบความรู้สึกว่างเปล่าเหมือนมองเรื่องราวของคนอื่น

ลืม

ป.ล. แปลกดี เป็นการเขียนเล่าแบบเหมือนตัวเองกำลังมองจากข้างนอกเข้าไปในเหตุการณ์ เห็นเป็นภาพๆ ฉากๆ จับเรียง พิมพ์ลงไป ไม่เสียใจ ไม่โมโห รู้สึกว่าเป็นจุดหนึ่งของช่วงชีวิตของความคิดที่อยากจดเอาไว้ แก่แล้วสินะ มองย้อนกลับไปในอดีต ฮา